อัลเบิร์ต ไอสไตน์ กล่าวถึงพระพุทธศาสนาก่อนเสียชีวิต มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ได้ตีพิมพ์งานเขียนชิ้นหนึ่งของเขาชื่อเรื่อง " The Human Side " ซึ่งนักฟิสิกส์ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลผู้นี้ ได้กล่าวทิ้งท้ายให้เป็นปริศนาแห่งโลกอนาคตว่า ................The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend personal God and avoid dogma and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things natural and spiritual as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism. (Albert Einstein) .........."ศาสนาในอนาคต จะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่มีตัวตน และควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ (คือเป็นแบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และแบบเทววิทยา(คือพึ่งเทวดาเป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนสามัญสำนึกทางศาสนาที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้ ....ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา" อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ ชาวเยอรมัน ผู้เสนอทฤษฏีสัมพัทธภาพ ........[1954, from Albert Einstein:The Human Side, edited by Helen Dukas and Banesh Hoffman, Princeton University Press]

edit @ 26 Nov 2007 19:16:54 by montasavi

Comment

Comment:

Tweet

คือต้องเข้าใจว่าการทดลองของไอสไตน์มันดับไปสัมพันธ์กับสัจจธรรมแห่งพุทธ เช่น ทฤษฎีที่ว่า พลังงานไม่ได้หายไปไหนแต่มันเปลี่ยนรูปและมันเป็นตัวเดียวกับสสาร มันไปสัมพันธ์กับกฎไตยลักษณ์ คือสรรพสิ่งทักงหลาย อนิจตา(เปลี่ยนแปลง) เป็นทุกข์(ทนอยู่แบบเดิมไม่ได้)อนัตตา(ไม่มีตัวตนที่แท้จริง) ถ้าคุณไม่ใช่นักวิทยาศาตร์คุณก็อาจจะไม่เข้าใจในความคิดของไอสไตน์
และอีกอย่าง อริยะสัจ 4 มันไปสัมพันธ์กับกระบอวนการวิทยาศาสตร์ อย่างไม่น่าเชื่อคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
สัมพันธ์กับ ปัญหา สมมุติฐาน ทดลอง สรุปผล
ซึ่งถ้าเอา อริยะสัจ4 มาแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์สามารถทำได้ดีกว่าด้วยซ้ำเพราะละเอียดกว่าแต่หลักการมันคล้ายๆกัน แล้วคำสอนหรือธรรมของพระพุทธเจ้าถ้าได้อ่านจะรู้ว่ามันมีเหตุมีผลหมดมันเหมือนเป้นการฝึกใจปัญญาด้วย

ในฐานะผมผู้ที่ชื่นชอบวิทยาศาสตร์ผมว่าไอสไตน์นับถือ พุทธ เพราะนักวิทยาศาตร์เขาจะไปพูดว่านับถืออะไรหรือชอบอะไรตรงๆ จะพูดเป็นเหตุผลแล้วให้ไปคิด ซึ่งสรุปว่าเขายกย่องพุทธ และเป็นไปไม่ได้ว่า คนนับถือคริสตหรืออิสลาม จะกล่าวเชิดชูศาสนาอื่น เขายิ่งเห็นศาสนาอื่นเป้นซาตานเป็นปีศาจด้วยซ้ำไป

ไอสไตลช่วงที่มีชีวิตอยู่ถูกกล่าวหาว่าไร้ศาสนาด้วยซ้ำ
เรื่องนนี้คนที่เรียนฟิสิกส์หรือวิทย์จะรู้ดี เขาคอนข้างจะต่อต้าน หรือไม่ให้ความร่วมมือด้วยซ้ำ

#7 By worachati on 2009-09-27 13:29

big smileเป็นคำคมที่แสดงให้เห็นว่าพระพุทธศาสนามีคุณค่าต่อชีวิตมนุษย์ เพราะสามารถเห็นจริงได้ด้วยตัวเองไม่สอนให้เชื่อในเรื่องงมงาย ดังนักฟิสิกส์ท่านนี้กล่าวไว้open-mounthed smile

#6 By (117.47.220.89) on 2009-07-29 10:49

น่าเสียใจนะ

ความคิดของท่านนักวิทยาศาสตร์ใหญ่ ที่คิดถูก คิดดี ได้เช่นนี้ คิดว่าคงหลังประกาศ ทฤษฎีสัมพทธภาพทางเคมี ไปแล้วกระมัง

หากรู้ก่อน ท่านคงไม่ประกาศทฤษฎีนี้ หรือ อาจจะประกาศ เพราะท่านเพียงอนุมานเอา ไม่ได้รู้และเห็นแจ้งในธรรมก็ได้

แต่อย่างไร ก็แก้ไขไม่ได้แล้ว คงเป็นกรรมที่ต้องปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้นเอง

#5 By j_sawat (118.172.133.76) on 2008-07-02 11:09

พ่อมึง ตาย............

#4 By 1 By ◦○● ฬ.จุฬา ●○◦ on 2007- (203.113.35.10) on 2008-01-11 17:45

แม่-มึง-ตายconfused smile confused smile confused smile confused smile confused smile

#3 By ดาด่งาดั่งดายสงด่ (203.113.35.10) on 2008-01-11 17:44

ขอบคุณมากครับที่ไปเม้นท์ แต่เอนทรี่นั้นขอเอาไว้คุยเรื่องโปสเตอร์อย่างเดียวละกันนะครับ confused smile

#2 By ตุ้ย since 2006 on 2007-11-30 01:16

เพราะคนที่ขี้สงสัย มักต้องการคำตอบที่มีเหตุผล คำสอนของศาสนาพุทธตอบได้

ส่วนคนที่อ่อนไหว มักต้องการกำลังใจจากศรัทธา พึ่งพาอ้อนวอนต่อพระเจ้า

คงต้องดูว่าโลกตกอยู่ในสภาวะแบบใด
สองรูปแบบนี้อยู่คู่โลกมานาน
wink