กรรมเก่า...สามารถปรับปรุงแก้ไขได้

                     หลายคนเข้าใจผิดว่า ศาสนาพุทธสอนแต่เรื่องกรรมเก่าและให้ทำใจยอมจำนนอยู่กับอดีตโดยไม่มีหนทางแก้ไข แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่   วิปากของบาปกรรมต่าง ๆ ที่เคยทำไว้ในอดีตนั้นสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ด้วยกรรมปัจจุบัน แม้ไม่สามารถกลับไปแก้ไข ลบล้างอกุศลกรรมที่เป็นต้นเหตุได้ แต่สามารถสร้างกรรมปัจจุบันเพื่อเจือจางวิปากของอกุศลกรรมนั้นให้อ่อนกำลังลงได้  ปรากฏหลักฐานที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนเหล่าพระภิกษุว่า

 

                 ภิกษุทั้งหลาย ถ้ามีคนกล่าวว่า ใครทำบาปอะไรไว้  เขาก็ต้องรับผลกรรมอย่างนั้น  เมื่อเป็นเช่นนี้ การประพฤติพรหมจรรย์(การสร้างคุณงามความดี)ของเขาย่อมไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย  โอกาสที่เขาจะบำเพ็ญเพียรให้ถึงความพ้นทุกข์ย่อมเป็นไปไม่ได้ละซิ?      ส่วนผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า  บุคคลนี้ทำกรรมที่ต้องเสวยผลไว้อย่างใด ๆ  เขาต้องเสวยผลของกรรมนั้น อย่างนั้น ๆ   เมื่อเป็นเช่นนั้น  การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีได้  โอกาสที่เขาจะบำเพ็ญเพียรให้ถึงความพ้นทุกข์ย่อมเป็นไปไม่ได้                    ภิกษุทั้งหลาย คนบางคนในโลกนี้ ทำบาปกรรมเพียงเล็กน้อย บาปกรรมนั้นก็ส่งผลให้เขาไปตกนรก  ส่วนคนบางคนทำบาปกรรมเล็กน้อยเหมือนกันอย่างนั้น แต่บาปกรรมนั้นให้ผลเพียงเล็กน้อย  ปรากฏแต่กุศลกรรมที่เคยทำมาให้ผล                   บุคคลเช่นไรเล่า? ที่ทำบาปกรรมแม้เล็กน้อย บาปกรรมนั้นถึงกับส่งผลให้เขาไปตกนรกเลยทีเดียว  บุคคลเช่นนี้ก็คือคนที่(ทำผิดแล้วแต่ไม่สำนึกผิด)ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา มีคุณงามความดีน้อย  ไม่มียศศักดิ์บารมี ยากจนแร้นแค้น  บาปกรรมที่คนแบบนี้ทำ แม้เป็นบาปกรรมเล็กน้อย บาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้าสู่นรก   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บุคคลเช่นไรเล่า ทำบาปกรรมเล็กน้อยเช่นนั้นเหมือนกัน แต่บาปกรรมนั้นให้ผลเล็กน้อยแต่ในชาตินี้(ไม่ส่งผลให้ถึงกับไปตกนรก)    บุคคลเช่นนี้ ก็คือคนที่ทำบาปกรรมแล้ว(กลับสำนึกผิด) อบรมกาย อบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญา มีคุณงามความดีที่เคยทำมากมาย   มียศศักดิ์บารมี มีทรัพย์สมบัติมาก  บาปกรรมที่คนเช่นนี้ทำมักไม่ค่อยปรากฎผลให้เห็น(มักปรากฏแต่ผลบุญที่เขาเคยทำไว้มากมาย)   เปรียบเหมือนก้อนเกลือที่เราใส่ลงในขันน้ำใบน้อย เธอทั้งหลายคิดว่าน้ำผสมเกลือนั้นจะเป็นอย่างไร?   น้ำผสมเกลือในขันนั้นก็จะเค็มจัดจนดื่มไม่ได้  เพราะก้อนเกลือที่ใส่ลงไปใช่ไหม? ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ใช่พระเจ้าข้า น้ำในขันนั้นจะเค็มจัดจนดื่มไม่ได้. “เพราะเหตุไร น้ำนั้นจึงเค็มจัดจนดื่มไม่ได้?ภิ. “เพราะในขันนั้นมีน้ำน้อยนิดเดียว  น้ำจึงไม่สามารถละลายเกลือให้เจือจางหายเค็มได้พระเจ้าข้า
        .   ภิกษุทั้งหลาย ก็เปรียบเหมือนกับการใส่ก้อนเกลือลงในแม่น้ำคงคา เธอทั้งหลายคิดว่าก้อนเกลือนั้นจะทำให้แม่น้ำคงคาเค็มจนดื่มไม่ได้หรือเปล่า?
        ภิ. “หามิได้ พระเจ้าข้า
        .  เป็นเช่นนั้น เพราะไร
        ภิ.  เพราะในแม่น้ำคงคานั้น มีห้วงน้ำมากมายมหาศาล  ฉะนั้นห้วงน้ำใหญ่นั้นจึงไม่กลายเป็นน้ำเค็ม เพียงเพราะผสมกับก้อนเกลือเพียงเล็กน้อย พระเจ้าข้า
        .  ก็เหมือนกันแหละ ภิกษุทั้งหลาย  คนบางคนในโลกนี้ ทำบาปกรรมเพียงเล็กน้อย บาปกรรมนั้นก็ส่งผลให้เขาไปตกนรก  ส่วนคนบางคนทำบาปกรรมเล็กน้อยเหมือนกันอย่างนั้น แต่บาปกรรมนั้นให้ผลเพียงเล็กน้อย  ปรากฏแต่กุศลกรรมที่เคยทำมาให้ผล   
        ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนในโลกนี้ ที่ถูกจำคุกเพราะขโมยของเพียงนิดหน่อยก็มี  ถูกจำคุกเพราะขโมยของมากมายมหาศาลก็มี   ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ขโมยของอย่างนั้นเหมือนกันแต่ไม่ถูกจำคุกก็มี  บางคนคดโกงสมบัติมหาศาลแต่ไม่ถูกจองจำก็มี
                บุคคลเช่นไรเล่า ถูกจำคุกเพียงเพราะขโมยของเพียงเล็กน้อย                                              ภิกษุทั้งหลาย คนบางคนในโลกนี้ เป็นคนขัดสน ยากจนแร้นแค้น(ไม่มีเส้นสาย หรือคุณงามความดีแก่สังคม) เมื่อไปเที่ยวขโมยของแม้เพียงเล็กน้อย เขาก็จะถูกลงโทษถึงขึ้นติดคุดได้                บุคคลเช่นไรเล่า แม้ไปขโมยของเช่นนั้นเหมือนกัน แต่กลับไม่ติดคุก(ทั้งที่ถูกจับได้)                                                                                                                                                  ภิกษุทั้งหลาย  คนบางคนในโลกนี้ เป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์สินเหลือเฟือ มีโภคะมากมาย (ช่วยเหลือสังคมมากมาย)  คนเช่นนี้แม้เคยขโมยของอย่างนั้นเหมือนกัน แต่เขาย่อมไม่ถูกจองจำติดคุก(...อาจเพราะเสียค่าปรับแทน)                 เหมือนกันนั่นแหละภิกษุทั้งหลาย   คนบางคนในโลกนี้ ทำบาปกรรมเพียงเล็กน้อย บาปกรรมนั้นก็ส่งผลให้เขาไปตกนรก  ส่วนคนบางคนทำบาปกรรมเล็กน้อยเหมือนกันอย่างนั้น แต่บาปกรรมนั้นให้ผลเพียงเล็กน้อย  ปรากฏแต่กรรมนอกนี้ตามมาให้ผล                   ภิกษุทั้งหลาย    ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า  บุคคลนี้ทำกรรมไว้อย่างใด ๆ   เขาจะต้องเสวยกรรมนั้นอย่างนั้น ๆเมื่อเป็นเช่นนั้น  การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีไม่ได้  โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมไม่ปรากฏ      ส่วนผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุคคลนี้ทำกรรมที่ต้องเสวยผลไว้อย่างใด ๆ  เขาต้องเสวยผลของกรรมนั้นอย่างนั้น    เมื่อเป็นเช่นนั้น  การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีได้ โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมปรากฏ                      ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสนี้ก็หมายความว่า  วิปากของบาปกรรมต่าง ๆ ที่เคยทำไว้ในอดีตนั้นสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ด้วยกรรมปัจจุบัน แม้ไม่สามารถกลับไปแก้ไข ลบล้างอกุศลกรรมที่เป็นต้นเหตุได้ แต่สามารถสร้างกรรมปัจจุบันเพื่อเจือจางวิปากของอกุศลกรรมนั้นให้อ่อนกำลังลงได้ ด้วยการอบรมศีล อบรมจิตและเจริญปัญญา นั่นก็คือการเจริญสมาธิภาวนานั่นเองอ้างอิง : พระสุตตัตนตปิฎก  อังคุตตรนิกาย  ทุกนิบาต โลณผลสูตร เล่มที่ ๒๐ ข้อ ๑๐๑ หน้า ๓๓๖

 

Comment

Comment:

Tweet

ดีเจ้าค่ะ

#5 By (125.27.99.90) on 2009-12-05 17:52

ถ้าไม่เข้าใจลองไปอ่านพระนาคเสนกับพระมิลินทร์ดูจะพอเข้าใจมากขึ้น

#4 By worachati on 2009-09-27 13:36

..สาธุ..สาธุ..

ขออนุโมทนาในธรรมทาน..ที่นำมาฝากคับ..

big smile

#3 By -z-e-n- on 2008-02-27 10:05

สาธุ

#2 By ฉันเอง on 2008-01-29 13:22

มีสาระมากๆครับ

#1 By देवता on 2007-10-18 18:42