นิพพาน

posted on 01 Aug 2007 00:47 by montasavi

นิพพานนั้นอยู่ไม่ไกลหรอก...เพื่อนเอย..

ความปรารถนาของคนยุควัตถุนิยมอย่างปัจจุบันแทบไม่ต่างกันนัก นั่นก็คือ เงินตรา ทำบุญไหว้พระหรือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ครั้งใดมักมีคำขอพรห้อยท้ายว่า ขอให้รวย ขอให้รวย ด้วยเหตุนี้เอง จำนวนผู้ศรัทธาในเจ้าพ่อ เจ้าแม่ สำนักทรงต่างๆ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจึงมีจำนวนมากขึ้นทุกวัน ส่วนผู้ที่มุ่งหาพระนิพพานมีจำนวนน้อยลงเข้าไปทุกที หรือแทบไม่มีเลยในบางสังคม ทั้งที่บอกกันว่าเป็นชาวพุทธนับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง จึงเกิดเป็นประเด็นปัญหาให้ผู้ทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาช่วยกันหาหนทางแก้ว่า ทำอย่างไร? จึงจะให้ชาวพุทธทำบุญมุ่งนิพพานกันมากขึ้น แทนที่จะมุ่งหวังอย่างอื่นที่มิใช่ธรรมจริง ธรรมแท้

ในฐานะที่ผู้เขียนเองศึกษาปริยัติมาพอสมควรและผ่านการปฏิบัติ วิปัสสนามาอย่างเข็มข้นเป็นระยะเวลา ๖ เดือนเต็ม เคยได้ฟังเทศนาจากพระอาจารย์ผู้ทรงความรู้หลายท่าน พอมีความรู้ทั้งปริยัติและปฏิบัติอยู่บ้าง จึงใคร่จะตั้งเป็นประเด็นคำถาม และให้คำตอบ จำนวน ๑๗ ข้อ ดังต่อไปนี้

. ทำบุญแล้ว ส่งผลให้ร่ำรวยจริงหรือ?

ตอบ. การทำบุญ มี ๓ อย่าง คือ ๑.ให้ทาน .รักษาศีล ๓.เจริญภาวนา

การทำบุญที่ส่งผลให้ร่ำรวย คือ การให้ทาน แต่ต้องทำให้ถูกวิธีและถูกบุคคลด้วย นั่นก็คือต้องทำด้วยจิตที่ประกอบด้วยศรัทธาอย่างแท้จริง และทำเพื่อต้องการเสียสละ(1) มิใช่มุ่งหวังประโยชน์อย่างอื่น เช่น เพื่อให้คนนับถือหรือ เพื่อให้ถูกหวย ต้องทำด้วยจิตบริสุทธิ์ สิ่งของที่ให้ก็ต้องเป็นของที่ได้มาโดยสุจริต ขณะให้มีจิตยินดีหลังจากให้ไปแล้วก็รู้สึกปลื้มใจทุกครั้งเมื่อนึกถึง และต้องทำในบุคคลผู้บริสุทธิที่แท้จริง(2) จึงจะได้อานิสงส์มากนั่นก็คือผู้มีศีลทั้งหลาย ยิ่งมีศีลมากมีศีลบริสุทธิ ผู้ให้ก็ยิ่งได้อานิสงส์มาก ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะได้รับอานิสงส์เป็น ความร่ำรวยดังที่ปรากฏในจูฬกัมมวิภังคสูตร(3) บางคนร่ำรวยทันตาเห็นในชาตินี้ บางคนต้องรอให้กรรมเก่าอ่อนกำลังเสียก่อนจึงจะร่ำรวยได้ใน ชาติต่อๆ ไป

แต่ถึงแม้จะร่ำรวยปานใดก็ตาม ขึ้นชื่อว่ามนุษย์แล้วย่อมทำทั้งดีและชั่ว ยิ่งมีฐานะร่ำรวยยิ่งส่งผลให้การกระทำยิ่งใหญ่ไปด้วย คือ ทำบุญก็เป็นบุญใหญ่ ทำบาปก็เป็นบาปหนักที่จะส่งผลให้ตกอบายนับชาตินับปีไม่ถ้วน โดยเฉพาะการต้องตกนรก เป็นการชดใช้กรรมด้วยการถูกทรมานอยู่ตลอดเวลา หาระหว่างขั้นมิได้เลย เมื่อพ้นจากนรกแล้วก็ยังต้องไปชดใช้เศษกรรมในกำเนิด เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย อีกนับชาติไม่ถ้วน

อาจจะมีบางคนอ้างว่า ถ้ารวยแล้ว ฉันจะทำแต่ความดี ไม่ทำบาปเด็ดขาด แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีสิ่งรับประกันได้ว่า ชาติก่อนๆ จะไม่เคยทำบาปอกุศลเอาไว้ เพราะบาปอกุศลบางอย่างมิได้ให้ผลในชาติถัดไปทันที แต่จะไปให้ผลในชาติ ที่๒,ที่๓ เป็นต้นไป(4) หรือถึงแม้ในชาติที่ผ่านๆ มาไม่ได้ทำบาปอกุศลไว้เลย แต่ก็ไม่มีสิ่งรับประกันได้ว่า ในชาติต่อๆ ไปเราจะไม่ทำบาปอกุศลที่ส่งผลให้ต้อง ตกนรกอีก ซึ่งสังเกตได้จากลูกเศรษฐีหลายๆ ท่านที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง บางคนได้ทำบาปอกุศลมากมาย ฆ่ากันระหว่างพี่น้องก็มี บางคนถึงกับฆ่าพ่อ แม่ตนเอง มีข่าวให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ มิใช่หรือ? ชาตินี้เขาเกิดมาร่ำรวยบน กองเงินกองทองเหมือนดั่งคาบช้อนทองออกมาจากท้องแม่ เพราะชาติก่อน ๆ ได้เคยให้ทานไว้มาก แต่ความร่ำรวยที่เขาได้รับนั้นกลับทำให้เขาต้อฆ่าพี่ ฆ่าน้อง เพื่อแย่งชิงสมบัติไว้แต่เพียงผู้เดียว บางคนร่ำรวยแล้วก็อยากจะเป็นใหญ่ จึง ต้องฆ่าศัตรูมากมายที่เขาคิดว่าจะขัดขวางไม่ให้ตนเป็นใหญ่

.........อย่าว่าแต่มนุษย์เลย ที่ต้องตกอบายทุกข์ทรมานในนรกอยู่เป็นอาจิณ แม้แต่ ผู้ที่มนุษย์บูชาขอพรอยู่เสมออย่างเช่น พระพรหม ก็ยังต้องตกนรกเลย(5) เพราะก่อนที่ท่านจะมาเกิดเป็นพรหมในพรหมโลก ท่านก็ต้องเคยเกิดเป็นมนุษย์มาก่อน บำเพ็ญเพียรจนได้ฌาน เมื่อตายแล้วจึงได้ไปเกิดเป็นพรหม เมื่อครั้งที่เกิดเป็นมนุษย์ท่านก็ต้องเคยทำทั้งดีทั้งชั่วเอาไว้ไม่ชาติใดก็ชาติหนึ่งแน่นอน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสเปรียบเทียบให้พระภิกษุฟังว่า เมื่อพรหมเคลื่อนจากภพของตนแล้ว ที่จะได้กลับไปเกิดเป็นพรหมอีกหรือไปเกิดในภูมิที่ต่ำลงมามีจำนวนน้อยตกนรกเสียส่วนมาก เทียบได้กับจำนวนฝุ่นที่ปลายเล็บกับผืนดินทั้งปฐพี ฉะนั้น(6)

การทำบุญ ๓ แบบ

การทำบุญด้วยการใช้จ่ายทรัพย์ได้บุญน้อยกว่าการทำบุญด้วยการรักษาศีล และเจริญภาวนาหลายเท่านักแทบจะเทียบกันไม่ได้เลย ทั้งที่การรักษาศีลและเจริญภาวนา เราสามารถทำได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินแม้สักบาทและไม่ต้อง เสียเวลาซื้อหาสิ่งของมาให้ทานอีกด้วย เราเพียงแค่สงบกาย สงบวาจา ทำจิตให้สงบนิ่งเป็นสมาธิ แล้วแผ่ความปรารถนา ดีไปให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย เพียงเท่านี้เราก็ได้บุญมหาศาล

แต่เนื่องด้วยการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ต้องใช้สติ สัมปชัญญะเป็นอย่างมาก ต้องคอยจับผิดตนเองอยู่ตลอด เวลา จึงหาผู้แสวงบุญด้วยการรักษาศีลหรือเจริญภาวนาได้ ไม่ง่ายนัก คนส่วนมากจึงนิยมทำบุญด้วยการให้ทาน บริจาค ทรัพย์เสียมากกว่า เพราะทำได้ง่ายและมองเห็นเป็นรูปธรรม

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับกูฏทันตะพราหมณ์ว่า

การที่บุคลลผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว สมาทานสิกขาบททั้งหลาย คือ เจตนาเป็นเหตุเว้นจากการฆ่าสัตว์ เจตนาเป็นเหตุเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ ให้ เจตนาเป็นเหตุเว้นจากกการประพฤติผิดในกาม เจตนา เป็นเหตุเว้นจากการพูดเท็จ เจตนาเป็นเหตุเว้นจากการเสพ ของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท นี้เป็นการกระทำที่ใช้ทุนทรัพย์น้อย และมีการตระเตรียมน้อย แต่มีผลานิสงส์มากกว่านิตยทานที่ทำสืบกันมากกว่า การถวายกุฏิวิหาร และกว่าการบูชาพระรัตนตรัย(7)

บุคคลใดให้น้ำนมโคเป็นทานครั้งละประมาณ ๑๐๐ หม้อ วันละ ๓ เวลา เช้า เที่ยง เย็น การเจริญ เมตตาทำจิตให้เป็นสมาธิเพียงชั่วระยะการหยดลงของ หยาด น้ำนมโคย่อมมีผลมากกว่าทานที่บุคคลนั้นให้แล้ว ๓ ครั้งในแต่ละวัน(8)

อ้างอิง พระไตรปิฎกภาษาไทย แปลโดยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

1. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ หน้า ๒๔๔

2. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ หน้า ๔๒๘

3. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ หน้า ๓๕๓

4. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ หน้า ๘, ๓๕๐

5. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ หน้า ๒๓๗

6. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ หน้า ๖๕๔

7. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๙ หน้า ๑๔๗

8. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ หน้า ๓๑๕

. มีวิธีการไหนบ้างที่ทำให้ไม่ต้องตกนรกอีก ทั้งที่ได้เคยทำบาปอกุศลไว้ มาก ?

..........ตอบ. มีซิ! ...ต้องบรรลุโสดาบันให้ได้ภายในชาตินี้(1) ต้องเจริญวิปัสสสนา กรรมฐานจนผ่านญาณที่ ๑๓ ไปให้ได้...

อ้างอิง พระไตรปิฎกภาษาไทย แปลโดยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

1. ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ หน้า ๑๘๖

๓. ทำไมเราต้องเข้าถึงพระนิพพาน เราแค่ทำบุญให้ทานมาก ๆ แล้วไปเกิดเป็นเศรษฐีหรือเทวดา ก็พอแล้ว

ตอบ .....ถ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ก็มีโอกาสที่จะตกนรกสูง เพราะคนที่เกิดมาแล้วไม่ทำบาปเลย ไม่มี แม้แต่คนที่ได้ไปเกิดเป็นเทวดาแล้ว เมื่อเคลื่อนจากภพ เทวดาแล้ว จะไปตกนรกเสียส่วนมาก

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้ปลายพระ นขา(เล็บ)ช้อนฝุ่นขึ้นมาเล็กน้อย แล้วตรัสถามภิกษุทั้ง หลายว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอเข้าใจความข้อนี้อย่างไร ฝุ่นที่เราใช้ปลายเล็บช้อนขึ้นมากับแผ่นดินใหญ่นี้ อย่างไหนจะมากกว่ากัน

ภิกษุทั้งหลายทูลตอบว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แผ่นดินใหญ่นี้แลมากกว่า ฝุ่นที่ปลายพระนขามีเพียงเล็ก น้อย เมื่อเทียบกับแผ่นดินใหญ่แล้ว คำนวนไม่ได้ เทียบกัน ไม่ได้ หรือไม่ถึงส่วนเสี้ยว

ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน1สัตว์ที่จุติเทวดามาเกิดในเทวดา มีจำนวนน้อย ส่วน สัตว์ที่จุติจากเทวดาแล้าไปเกิดในนรก ไปเป็นเปรตมีจำนวนมากกว่า

พวกเทพชั้นเวหัปผลาที่ไม่ได้สดับพุทธธรรมมีอายุประมาณ ๕๐๐ กัป เมื่อสิ้นอายุ ให้ ระยะเวลาที่เป็นกำหนดอายุหมดไปแล้วไปสู่นรกบ้าง ไปสู่แดนเปรตบ้าง

อ้างอิง...พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ ข้อ ๑๑๗๘ หน้า ๖๕๔ , เล่มที่ ๒๑ ข้อ ๑๒๕ หน้า ๑๙๓